บทที่ 8 พินัยกรรม

หลายวันต่อมา

ผ่านมาหลายวันแล้วกับการสูญเสียครั้งใหญ่ของบ้านฉิมพลีสวัสดิ์ คุณหมอได้วินิจฉัยว่าคุณมาลินเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจล้มเหลว ตอนที่ร่างคุณมาลินไปถึง ทีมแพทย์พยายามช่วยชีวิตของท่านอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนหัวใจที่หยุดเต้นไปแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาเต้นใหม่อีกครั้ง คุณมาลินจึงจากไปอย่างสงบ หลังจากที่ทนทุกข์ทรมานเพราะโรคร้ายโรคนี้มา 1 ปี กว่า ๆ

เพราะคุณมาลินและไร่องุ่นมาลินเป็นที่ที่มีชื่อเสียงมาก ๆ ที่หนึ่งในจังหวัด ดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากมาแสดงความเสียใจในงานศพ รวมถึง คุณหมอ ประวิตร จากแผนกโรคหัวใจของโรงพยาบาลด้วย เพราะคุณหมอท่านนี้เคยมาเที่ยวที่ไร่มาลินและชอบทานองุ่นของไร่นี้เป็นพิเศษ ตอนที่คุณมาลินไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ตอนนั้นท่านจึงได้รู้ว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจล้มเหลว ซึ่งมันก็เป็นโรคร้ายที่สามารถฆ่าท่านได้ แน่นอนว่าคุณหมอท่านนี้พยายามเกลี้ยกล่อมให้คนไข้รักษาโรคแต่คุณมาลินกลับปฏิเสธว่า

‘ฉันไม่อยากรักษาค่ะ เพราะยังไงก็ต้องตายอยู่ดี เป็นโรคร้ายแบบนี้คงไม่รอด ฉันเคยเห็นคนที่พยายามรักษาโรคจนเสียเงิน เสียเวลา ต่อสู้เพื่อพยายามยื้อเวลาอยู่เป็นปี ๆ แต่สุดท้ายเขาก็ตายไปต่อหน้าต่อตาฉันกับลูก แล้วแบบนี้ฉันจะต่อสู้กับมันไปทำไม ในเมื่อสักวันก็ต้องตาย การรักษาก็เป็นแค่การยื้อเท่านั้น ฉันจึงอยากจะขอปฏิเสธการรักษาค่ะ ขอตายไปแบบเงียบสงบซะยังดีกว่า’

นี่คือสิ่งที่คุณมาลินบอกกับคุณหมอในวันที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคร้าย หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากหมอประวิตร ที่จดจำคนไข้คนนี้ได้ดีที่สุด เพราะคุณมาลินเป็นไข้คนแรกของเขาที่มีเงินเยอะมาก แต่ไม่ยอมรักษาตัวเอง ท่านต่างจากคนไข้รายอื่นมาก ขนาดครอบครัวคนจนหรือคนฐานะปานกลางยังพยายามกู้หนี้ยืมสินเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ แต่คุณมาลินที่มีเงินมากมายกลับไม่ทำ

และเรื่องนี้ก็ถึงหูขอ 4 คนพ่อลูก ในงานศพคืนที่ 2 สิ่งที่ทั้ง 4 คน ต่างคิดหลังจากได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากหมอประวิตรก็คือคำว่า ‘ทำไม’

‘ทำไมไม่รักษา’

‘ทำไมไม่สู้’

‘ทำไมถึงไม่อยากอยู่’

‘ทำไมถึงต้องอยากตายมากว่าอยากรักษา’

ในหัวของสี่คนพ่อลูกมีแต่คำถามพวกนี้เต็มไปหมด แต่ว่าทุกคำถาม สิ่งที่ทุกคนสงสัยจะถูกเฉลยในวันนี้ ซึ่งก็คือวันเปิดพินัยกรรม

“มีกันแค่นี้ใช่มั้ยครับ”

ทนายธนาเอ่ยถาม เมื่อเห็นลูกหลานของหนึ่งในเศรษฐีประจำจังหวัดที่มีเพียงสี่คน แต่ว่ามรดกของคุณมาลินมีอยู่หลายร้อยล้านซึ่งก็เป็นทั้งมรดกที่ท่านได้รับมาจากพ่อแม่กับสามี และก็มีบางส่วนที่คุณมาลินหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

“ใช่ครับ”

ธนนท์ตอบด้วยสีหน้าเศร้าใจ ซึ่งลูก ๆ ทั้งสามของเขาก็นั่งหน้าเศร้าอยู่เหมือนกัน เพราะทุกคนอยากได้คุณมาลินกลับมามากกว่ามรดก

“ผมจะเริ่มเปิดพินัยกรรมแล้วนะครับ”

ว่าแล้วสองมือของทนายก็ทำการเปิดจดหมายพินัยกรรมของคุณมาลินออกมาอ่านอย่างเสียงดังฟังชัด

“ข้าพเจ้า นาง มาลิน ฉิมพลีสวัสดิ์ ในขณะที่ได้เขียนพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาข้าพเจ้ายังมีสติสัมปชัญญะดี...”

และจากนั้นทนายก็เริ่มอ่านจดหมายต่อจนมาถึงใจความสำคัญ

“ข้าพเจ้าขอมอบเงินสดจำนวน 400 ล้าน และที่ดิน 10 ไร่ ในจังหวัดอยุธยา ที่ดิน 5 ไร่ในจังหวัดระยอง ที่ดิน 10 ไร่ในจังหวัดกรุงเทพฯ เขตสวนหลวง ให้กับ นาย ธนนท์ ฉิมพลีสวัสดิ์ บุตรชายคนเดียวของข้าพเจ้า ส่วนเงินสด 100 ล้าน ชุดเครื่องเพชรกับเครื่องประดับทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามีขอมอบให้ นางสาว วรรณวิสา ฉิมพลีสวัสดิ์ หลานสาวคนโต และขอมอบเงินสดจำนวน 100 ล้าน รถ BMW 1 คัน รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ 1 คัน ที่ดิน 20 ไร่ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ดิน 30 ไร่ ในจังหวัดเชียงราย ให้กับ นางสาว อลิสา ฉิมพลีสวัสดิ์ หลานสาวคนรอง ส่วนเงินสดอีก 100 ล้านบาท บ้านไร่มาลินและที่ดิน 500 ไร่ ของไร่องุ่นมาลิน ข้าพเจ้าขอมอบให้กับ นางสาว อมิตา ฉิมพลีสวัสดิ์”

ทุกคนมีท่าทีอึ้งและทึ่งเมื่อได้ยินว่าตัวเองจะได้รับอะไรบ้าง เพราะเป็นครั้งแรกของสามพี่น้องที่จะมีเงินและมีทรัพย์สินเป็นของตัวเองจำนวนมาก และคนที่อึ้งที่สุดก็คืออมิตา เพราะเธอคิดมาตลอดว่าที่คุณย่าบอกจะยกไร่มาลินและบ้านหลังนี้ หลังที่บิดาอาศัยอยู่ตั้งแต่เกิดให้กับเธอ มันเป็นแค่การพูดเล่น ไม่คิดเลยว่าย่าจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ

“แต่ในส่วนของมรดกที่นายธนนท์จะได้รับ ข้าพเจ้ามีข้อแม้และเงื่อนไขว่า นายธนนท์ต้องดูแลนางสาวอมิตาเป็นอย่างดี จนกว่าเธอจะอายุครบ 20 ปี และได้รับเงินสด 100 ล้านบาท นายธนนท์ต้องรักและเอาใจใส่ลูกสาวคนนี้ให้เท่ากับที่รักลูกสาวอีก 2 คน ถ้านายธนนท์รับปากจะทำตามข้อแม้กับเงื่อนไขนี้ มรดกทั้งหมดที่ข้าพเจ้าบอกว่าจะให้เขา มันจะตกเป็นของเขาทันที แต่ถ้านายธนนท์ไม่รับปากและไม่ทำตามเงื่อนไข ข้าพเจ้าจะยกมรดกทั้งหมดให้กับสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า... ลงชื่อ นาง มาลิน ฉิมพลีสวัสดิ์”

ธนนท์หน้าชาไปเลยเมื่อได้ยินแบบนี้ เขารู้สึกพอใจที่ตัวเองได้รับมรดกเยอะที่สุดตามที่สมควรจะได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาหน้าชาและหัวใจบีบเข้าหากันด้วยความเจ็บปวดก็คือไร่องุ่นกับบ้านที่อาศัยตั้งแต่เกิด มารดาได้มอบมันให้กับหลานที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขตัวเอง เขาจะไม่รู้สึกแบบนี้เลยถ้าแม่ได้มอบบ้านกับไร่นี้ให้กับลูกคนโตหรือคนรอง แต่ท่านกลับทำสิ่งที่เขาไม่คาดคิด ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตแม่บอกอยู่เสมอว่าจะยกบ้านกับไร่นี้ให้เขา แต่ท่านกลับผิดสัญญาและยกมันให้กับลูกนอกไส้คนเล็ก

“คุณธนนท์ต้องทำตามเงื่อนไขนี้นะครับ คุณถึงจะได้มรดกในส่วนของคุณ”

ธนาบอกกับธนนท์

“ครับ ผมรับปากว่าจะทำตามเงื่อนไข”

ธนนท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ก่อนจะจ้องหน้าของอมิตาอย่างไม่ลดละ ซึ่งคนถูกจ้องก็ไม่ได้สนใจอะไร

“ดีแล้วครับ หนูอมิตาจะได้รับเงินร้อยล้านตอนอายุครบ 20 ปีนะ ส่วนบ้านกับที่ดินของที่นี่ ตอนนี้เป็นของหนูแล้ว หนูวรรณวิสากับหนูอลิสาก็รับมรดกได้เลย”

ทนายเอ่ยชี้แจงก่อนจะยื่นจดหมายพินัยกรรมให้ทุกคนดูว่าเขาได้อ่านทุกอย่างที่คุณมาลินเขียนไว้ และเขาเองก็รู้สึกสงสัยเหมือนกันว่าทำไมคุณมาลินต้องตั้งเงื่อนไขแบบนี้กับลูกชายของท่าน ทำไมต้องบังคับให้ลูกชายรักหลานแท้ ๆ ด้วย แต่ตนก็ไม่มีสิทธิ์ถามอะไรเพราะเป็นคนนอก ด้านธนนท์ก็กำลังควบคุมความรู้สึกที่เจ็บปวดจนแทบจะระเบิดออกมาของตัวเองอยู่ อันที่จริงเขาควรจะดีใจที่ตัวเองได้เงินเยอะที่สุด แต่ในความรู้สึกของเขาคนที่ได้เยอะที่สุดคืออมิตาต่างหาก เพราะเธอได้บ้านกับไร่ ที่เป็นสิ่งที่เขารักและผูกพันมาตั้งแต่เกิด

“แต่ยังไม่หมดเท่านี้นะครับ คุณมาลินฝากจดหมาย 1 ฉบับไว้ให้ผมอ่านให้พวกคุณฟังด้วย”

ทุกคนหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเองทันที และก็กำลังตั้งใจฟังว่าคุณมาลินได้เขียนข้อความอะไรไว้ในจดหมาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป